@@@...ร่วมให้กำลังใจ เพื่อนๆ สมาชิก โดยการ Comment ภาพที่เขา Post มากันหน่อยก็ดี นะครับ !!
Add a comment.

WHO'S ONLINE / จำนวนผู้เข้าชมหน้าเว็บรวม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมะ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2554

@ ขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)

-
(ขอบคุณภาพจาก internet นะครับ)

อย่าพึ่งมอง สิ่งใด ใจว่างเปล่า

แค่ตัวเรา เพียงเท่านี้ ยังไม่ทั้ว

คือขันธ์ห้า มาประกอบ เป็นตนตัว

เข้าพันพัว เป็นปัจจัย อาศัยกัน


(รูป) คือร่าง ส่วนต่างต่าง ประกอบไว้

(เวทนา) รับรู้ใน ผัสสะนั่น

่กระทบถูก อารมณ์ ยึดกะมัน

(สัญญา)นั้น คือความจำ กิเลศลวง


ส่วน (สังขาร) การตรวจทาน ในผัสสะ

"ละ" ไม่ "ละ" แสดงออก บอกลุล่วง

ล้วนปรุงแต่ง จาก (สัญญา) มาทั้งปวง

รัก โกรธ ห่วง เศร้า โมโห โชว์ออกมา


(วิญญาณ) นั้น เป็นระบบ ของประสาท

ความสามรถ เชื่อมผัสสะ ต่าง ๆ นี้

จากภายนอก เข้าข้างใน ส่งอย่างดี

ไม่ใช่ผี อย่างที่ เราเข้าใจ


แค่เรียนรู้ ให้ถ่องแท้ ก็แสนยาก

ยังลำบาก ตอนจะ "ละ" อีกเท่าไหร่

ต้องมุ่งมั่น ปฎิบัติ ขจัดไป

พุทธองค์ บ่งทางไว้ ในพระธรรม



เขียนโดย : Omsin Vitoonphong

@ ความหมายของขันธ์ ๕


พระ พุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน เมืองสาวัตถี ได้ตรัสกะภิกษุทั้งหลายถึงค
วามหมายของ ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ไว้ดังนี้

“ภิกษุทั้งหลาย! เพราะอะไรจึงเรียกว่า รูป เพราะสลายไปด้วยความหนาว ร้อน หิว กระ...หาย เพราะลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานบ้าง
เพราะอะไรจึงเรียกว่า เวทนา เพราะเสวยหรือรับอารมณ์ที่เป็นสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่ทุกข์ไม่สุขบ้าง
เพราะอะไรจึงเรียกว่า สัญญา เพราะจำสีเขียว แดง เหลือง ขาวได้
เพราะอะไรจึงเรียกว่า สังขาร เพราะปรุงแต่งสังขตธรรม คือ รูป เป็นต้น
เพราะอะไรจึงเรียกว่า วิญญาณ เพราะรู้แจ้งในอารมณ์ที่มากระทบทางตา ฯ เป็นต้น.

ลิปิกร...16.02.54

@ ระลึกชอบ

โดยปกติจิตจะทำหน้าที่รับรู้สิ่งต่างๆ
ที่ผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ซึ่งเมื่อย่นย่อจัดหมวดหมู่ตามนัยของ ระลึกชอบ
สิ่งต่างๆ ที่ถูกรู้ได้จะมี ๔ หมวด คือ
...๑. หมวดที่เป็นร่างกาย (กาย)
๒. หมวดที่เป้นความรู้สึกสุข ว่าทุกข์
ว่าเฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ (เวทนา)
๓. หมวดที่เป็นอาการปรากฎของจิต (จิต)
๔ หมวดที่เป็นเรื่องราวของธรรมรวมทั้งหลาย (ธรรม)
รัตนาวลี ลิปิกร.....15.02.54

@ บุญ


คนไทยหายใจเข้าออกเป็นบุญ นึกถึงการทำบุญอยู่เสมอขาดบุญไม่ได้ แต่มักไม่เข้าใจความหมายของ "บุญ" อย่างเช่นเวลาพูดว่า "ทำบุญทำทาน" เรามักเข้าใจว่า ทำบุญ คือ ถวายข้าวของแก่พระสงฆ์ ส่วนทำทาน คือ ให้ข้าวของแก่คนยากจน และยังเข้าจำกัดแต่เพียงว่าต้องทำกับพระสงฆ์เท่านั้นจึงจะเป็นบุญ

"บุญ" แปลว่า เครื่องชำระจิตใจให้บริสุทธิ์สะอาด หรือคุณสมบัติที่ทำให้บริสุทธิ์ ส่วนคำว่า "ทาน" แปลว่า การให้ การสละ การเผื่อแผ่แบ่งปัน จะมอบของให้ใคร หรือจะถวายของให้ใครก็เป็นบุญทั้งสิ้น จะต่างกันก็เพียงว่าได้บุญมากบุญน้อยเท่านั้นเอง


ฉะนั้น คำว่า ไปทำบุญทำทาน จึงหมายความว่าไปชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ ด้วยการแบ่งปันสิ่งของ (ทานมัย) ซึ่งเป็นการแบ่งปันให้ใครก็ได้ และการทำบุญก็ไม่ได้มีความหมายแคบๆ แต่เพียงแค่การให้ทานบริจาคสิ่งของ
แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

รัตนาวลี ลิปิกร...../15-02-54

@ อิทธิบาท ๔


คำว่า อิทธิบาท แปลว่า บาทฐานแห่งความสำเร็จ หมายถึง สิ่งซึ้งมีคุณธรรม เครื่องให้ลุถึงความสำเร็จตามที่ตนประสงค์ ผู้หวังความสำเร้จในสิ่งใด ต้องทำตนให้สมบูรณ์ด้วยสิ่งที่เรียกว่า อิทะิบาท ซึ่งจำแนกไว้เป็น ๔ คือ

๑. ฉันทะ ความพอใจรักใครในสิ่งนั้น
๒. วิริยะ ความพากเพียรในสิ่งนั้น
๓. จิตตะ ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในส่ิ่งนั้น
๔. วิมังสา ความหมั่นสอดส่องในเหตุผลของสิ่งนั้น

ธรรม ๔ อย่างนี้ ย่อมเนื่องกัน แต่ละอย่างๆ มีหน้าที่เฉพาะตน

๑. ฉันทะ ความพอใจ ในฐานะนั้นเป็นสิ่งที่ตนถือว่าดีที่สุดที่มนุษย์เราควรจะได้ ข้อนี้เป็นกำลังใจอันดับแรกที่ทำให้เกิดคุณธรรมข้อต่อไปทุกข้อ
๒. วิริยะ ความพากเพียร หมายถึง การกระทำที่ติดต่อไม่ขาดตอน เป็นระยะยาวจนประสบความสำเร็จ คำนี้มีความหมายของความกล้าหาญเจืออยู่ด้วยส่วนหนึ่ง
๓. จิตตะ หมายถึง ความไม่ทอดทิ้งสิ่งนั้นไปจากความรู้สึกของตัว ทำสิ่งซึ้งเป็นวัตถุประสงค์นั้นให้เด่นชัดอยู่ในใจเสมอ คำนี้รวมความหมายของคำว่า สมาธิ อยู่ด้วยอย่าเต็มที่
๔. วิมังสา หมายถึง ความสอดส่องในเหตุและผลแห่งความสำเร็จเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ให้ลึกซึ้งยิ่งๆขึ้นไปตลอดเวลา คำนี้รวมความหมายของคำว่า ปัญญา ไว้อย่างเต็มที่

บุคคลเมื่อประกอบด้วยคุณธรรม ๔ อย่างนี้แล้ว ย่อมประสบผลสำเร็จในสิ่งที่ไม่เหลือวิสัยของมนุษย์ ซึ่งโดยทางตรงหมายถึง ความดับทุกข์โดยสิ้นเชิง ที่เรียกว่า นิพพาน

รัตนาวลี ลิปิกร....../15-02-54

@ หลักการรู้อริยสัจ ๔


การรู้อริยสัจนั้น จะต้องมีหลักเกณฑ์ในการรูที่แน่นอน ตายตัว การรู้อริยสัจที่ถือว่าจบเกณฑ์นั้น จะต้องรู้ ๓ รอบ ในญาณที้ง ๓ คือ สัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณ เรียกว่า ปริวัติ ครั้ง ๔ รวมเป็น ๑๒ ครั้ง ดังนี้

รอบที่ ๑ สัจจญาณ คือรู้ว่า
๑. ทุกข์ มีจริง ชีวิตคลุกเคล้าด้วยความทุกข์จริง
๒. สมุทัย เป็นเหตุเกิดทุกข์จริง
๓. นิโรธ ความดับทุกมีจริง
๔. มรรค เป็นไปทางสู่ความดับทุกข์จริง

รอบที่ ๒ กิจจญาณ คือรู้ว่า
๑. ทุกข์ เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้
๒. สมุทัย เป็นสิ่งที่ควรละ
๓. นิโรธ ความดับทุกข์ควรทำให้แจ้งขึ้นในใจ
๔. มรรค ควรบำเพ็ญให้เกิดขึ้น

รอบที่ ๓ กตญาณ คือรู้ว่า
๑. ทุกข์ เราได้กำหนดรู้แล้ว
๒. สมุทัย เราได้ละแล้ว
๓. นิโรธ เราได้ทำให้แจ้งแล้ว
๔. มรรค เราได้บำเพ็ญให้เกิดมีครบถ้วนแล้ว

รัตนาวลี ลิปิกร...// 15-02-54



วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2554

@ จิตมันชอบ


ด้วยผัสสะ คละเคล้า เข้าในจิต
ด้วยความคิด เป็นเหตุ กิเลสหลง
ด้วยปรุงแต่ง แบ่งอย่างดี ที่อารมณ์
ด้วยผสม กลมกล่อม ยอมใจตัว

สั่งว่าชอบ ตอบรัก มัีนรักด้วย
สั้งว่าห่วย อันไหนสวย สั่งให้มั่ว
สั่งให้ใจ ไล่กิเลส ทำไมกลัว
สั่งละชั่ว ละกิเลส สั่งไม่เป็น

เพราะกิเลส มันหวาน ผลาญความคิด
เพราะว่าจิต เมามัว ตัวไม่เห็น
เพราะปล่อยใจ ไร้พระธรรม นำความเย็น
เพราะแสนเข็็ญ เห็นว่ายาก หากจะทำ
เขียนโดย : Omsin Vitoonphong

วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2554

@ อัตตา

 
อันด้ามขวาน การคิด ติดอันใหม่

ทำอย่างไร ถ้าขวาน ไม่ถอดหัว

เหมืีอนอัตตา หาพ้น คนมืดมัว

ไม่ถอดหัว ตัวเปลี่ยน เวียนอย่างไร


เรื่องดีเลว เหลวล้น คนก็รู้

เพราะหลงอยู่ กูก็๋แน่ ไม่แก้ไข

รู้ว่าชั่ว มั่วเหตุผล ของตนไป

แล้วเมื่อไหร่ ได้ถาม ถึงความดี
 

ถอดหัวโขน โยนอัตตา ความบ้าบิ่น

เปิดได้ยิน ธรรมมะ จะทรงชี้

รับเอาไว้ ในใจ ใฝ่ทางดี

พุทธองค์ ทรงมี ที่ทางควร
 
 


เขียนโดย : Omsin Vitoonphong....................24-03-54
(ขอบพระคุณภาพประกอบจาก internet)
 
 
 

วันเสาร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2554

@ พุทธสุภาษิต


-"ธรรมภาษิต" เอ่ยไว้ใน..........พุทธจักร
ธัม โม หะ เว รัก.....................ขะติ
ธรรมคุ้มครอง ปกปัก...............รักษา ไว้แฮ
ธัม ระ จา ริง คติ.....................ผู้ประพฤติธรรม.


*"ธัมโม หเว รักขติ ธัมมจาริง"ธรรมมะย่อมคุ้มครองรักษาผู้ประพฤติธรรม

ฆราวาสธรรม ๔,สัปปุริสธรรม ๗ ธรรมที่เหมาะกับการดำเนินชีวิต


--นำหลักธรรม ประยุกต์ใช้ ในชีวิต

ให้ดวงจิต ผ่องใส ให้เข้มแข็ง

ไม่หวาดหวั่น ปัญหา แม้ร้ายแรง

เพื่อแสดง ต่อรอบข้าง อย่างจริงใจ


--นำมาใช้ ได้หมด ทุกทุกอย่าง

ยกมาบ้าง บางอย่าง เหมาะจะใช้

หนึ่งฆรา วาสธรรมสี่ นี้ยังไง (ฆราวาสธรรม ๔)

ยึดเอาไว้ ขัดเกลาจิต ให้คิดดี


--"สัจจะ"นั้น ตั้งมั่น ในดวงจิต (สัจจะ)

ทะมะคิด ข่มจิตไว้ ใจไม่หนี (ทมะ)

"ขันติ"ทน อดกลั้น ในความดี (ขันติ)

ไม่ให้หนี ตามกิเลส ตามอารมณ์


--ข้อ"จาคะ" เสียสละ เพื่อผู้อื่น (จาคะ)

แต่ไม่ฝืน ที่จะทำ โดยใจข่ม

ให้ผู้อื่น โดยปวดร้าว ใจระบม

นั่นไม่สม กับจาคะ สาระจริง


--สี่ข้อนี้ ยังไม่พอ ที่จะใช้

ให้ถึงใน ความสำเร็จ ในทุกสิ่ง

ทำให้ได้ ทำให้ถูก ทำให้จริง

ไม่ควรทิ้ง มุ่งไป ดังใจปอง


--อีกหลักใช้ สัปปุริส สะธรรมเจ็ด (สัปปุริสธรรม ๗)

เครื่องสำเร็จ หลักคนดี ที่ถูกต้อง
 

ให้ชีวิต จิตถูก ผูกครรลอง

ควรจะท่อง ให้จดจำ แล้วนำไป


--ธัมมัญญุต เป็นผู้ รู้จักเหตุ (ธัมมัญญุตา)

เกิดอาเพศ เหตุปัญหา มาแก้ไข

รู้จักเหตุ ก็จะแก้ แท้ดังใจ

รู้ผลได้ เรียกอัต ถัญญุตา (อัตถัญญุตา)


--มีเหตุผล รู้จักตน สำคัญสุด

อัตตัญญุต คือข้อนี้ ที่กังขา (อัตตัญญุตา)

กาลัญญุต ผู้รู้จัก กาลเวลา (กาลัญญุตตา)

รู้จักใช้ เวลา อย่าละวาง


--รู้ประมาณ ทุกสิ่ง มัตตัญญุต (มัตตัญญุตา)

รู้จักสุด เพียงพอ เรื่องต่างต่าง

สิ่งใดควร จะถือ สิ่งใดวาง

รู้จักบ้าง ความพอดี นี่ตัวเรา


--ปะริสัญ ญุตา ผู้รู้จัก (ปริสัญญุตา)

สังคมรัก คิด ทำ พูด ไม่ขลาดเขลา

รู้วางตัว กับผู้อื่น รอบตัวเรา

รู้จักเข้า สังคม อย่าลนลาน

--คนจะดี จะชั่ว อยู่ที่มิตร

ชวนทำผิด มิตรชั่ว อย่าสงสาร

ปุคคะลัญ ญุตานี้ คือข้อคาน (ปุคคลัญญุตา)

ให้คิดอ่าน เลือกคบคน ไม่จนใจ


--"สัจจธรรม"คือคำสอน ของพระพุทธ

ได้พิสูจน์ ทำได้จริง อย่าสงสัย

กาลข้างหน้า ไม่ว่า ทำอะไร

นำไปใช้ จะสำเร็จ สมดังจินต์
 
 
 
 
เขียนโดย : Omsin Vitoonpong...................๑๘.๐๓.๒๕๕๔
(ขอบคุณภาพประกอบจาก internet)

@ เมืองพุทธ

 
 
แต่ยังดี ไทยนี้ มีบุญโข

พระเดโช องค์หลวง ปกครองเมือง

ภัยตราย เข้าหา เป็นต้องเชื่อง
เพราะประเทือง บุญญา บารมี


ใครกระทำ ชั่วช้า เป็นต้องถอย

พวกคนถ่อย คิดผิด ลดศักดิ์ศรี

ต้องพ่ายแพ้ ร้อนตน คนอัปรีย์

จรลี หนีหาย ในบัดดล


หากมีภัย แท้จริง สิ่งศักดิ์สิทธิ์

จงสถิต แผ่นฟ้า ทุกแห่งหน

เป็นไฟร้อน เผาผลาญ มารผจญ

เป็นเครื่องกล ลุกไล่ ให้มันไป
 
 
เขียนโดย : ซอมพอแดง.............14-03-54
(ขอบคุณภาพประกอบจาก internet)

วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2554

@ ร่าย..."ปล่อย"..."ถ้าใจมีพระธรรม"



ใครจะชิง ใครจะชัง มันก็ช่างหัวเขา

แค่ตัวเรารู้เรา ช่างเค้าประไร

ใครจะชัก ใครจะแช่ง ใครจะแกล้ง ใครจะหยัน

ก็ให้ช่างหัวมัน ก็ให้ปล่อยเค้าไป


ใครจะชมใคร จะเชิดว่าประเสริฐเลิศหรู

ตัวเรารู้เรา ปล่อยเค้าชมไป

ใครจะรัก ใครจะเกลียด ใครจะเสียด ใครจะสี

ก็เรารู้ตัวเราดี ปล่อยเค้าทำไป


เกิดเป็นมนุษย์ สิ้นสุดแค่ตาย

เอาอะไร มากมายในความ.. อนัตตา..

ใครจะเมิน ใครจะมอง ใยจะต้องไหวหวั่น

ใครจะใส่ร้าย กันใยจะต้องสนใจ


ใครจะดี ใครจะเลว มันก็เรื่องของเขา

ใครจะนินทา เราใยต้องทุกข์ใจ

ใครจะล้อ ใครจะด่าใย จะต้องว่าตอบ

ใครจะไม่สน ใครจะไม่ชอบ ใยต้องใส่ใจ

ใครจะคิด ใส่ความใย ต้องวุ่นจิต

หากตัวเราไม่ผิด จะไปคิดทำไม


เกิดเป็นมนุษย์ สิ้นสุดแค่ตาย ประดุจดั่งต้นไม้ ล้มทับโลกา
หมดลมเมื่อไหร่ หาประโยชน์ใดเล่า

ล้วนต้องถูก ไฟเผา หามไปป่าช้า

ชีวิตดเรายังมี สร้างความดีไว้เถิด

ไม่ได้เสียชาติเกิด ไม่ได้ต้องอายหมา

อันว่าความตาย คือ สัจธรรม ความเที่ยง

สิ้นสรรพสำเนียง เน่าเหม็นขึ้นมา

จะเอาอะไร.. จะเอาอะไรกันนักหนา... ปล่อยวาง

ใต้ร่มกาสาวพัสตร์ (ProjectNa Naja)

ถ้าตัวเรา มันแย่ จะให้ทำไง


ถ้าโทสะ โมหะ มันเข้ามาก่อน

ถ้าเราดับ ไฟร้อน ใช้วิธีใด


ถ้าเรามี ขัึนดิ มันเป็นขันแตก

ถ้าโสรัจจะ ก็แยก ใครจะทนไหว


ถ้าอยากละ กิเลส อยากจะปล่อยวาง

ถ้ากิเลศ ไม่บาง มันอยากได้อยากได้


ถ้ายังใช้ ชิวิต ฆราวาสอยู่

ถ้ากิเลศมาร มาขู่ ใครจะทนไหว


ถ้าอยากละ ขันธ์ห้า พาจิตผ่องแผ้ว

ถ้าละกาย ไปแล้ว วิญญาณอยู่ไหน


ถ้าวิญญารูปนัง นั้นยังตั้งอยู่

ถ้าไม่รู้ จักดู ละขันธ์ห้าไปไหน


ถ้าไม่้มั่น ถ้าไม่น้อม หาพระธรรมก่อน

ถ้าจะละนิวรณ์ มันยากหลายยากหลาย


ถ้าอยากรู้ เท่าทัน อายาตนะ

ถ้าไม่ทัน ผัสสะ เราก็เปลี่ยนไป


ถ้ารู้เอง คิดเอง ก็ไม่รู้หรอก

ถ้ามีคน มาบอก พร้อมจะเชื่อไหม


ถ้าอยากรู้ จริงแท้ ให้แน่กระจ่าง

ใถ้าพระธรรม นำทาง เจอแสงสว่างสดใส


ถ้าตั้งใจ มีบุญ ที่จะหนุนค้ำ

ถ้าิวิมุติธรรม ไปถึงนิพพานได้


ถ้ายังไม่ รู้ว่า ทำอย่างไรดี

ประพฤติชอบ ทำดี กาย วาจา ใจ

 

ขอกุศล ผลบุญ กรรมดีส่งผล
ให้ทุกท่าน ทุกคน ถึงจุดสุดท้าย....คือพระนิพพาน ทุกคนทุกท่านเทอญ..
*ถ้ามีผิดพลาดประการใด ขอกราบประทานอภัย กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ ด้วยเทอญ

ใต้ร่มกาสาวพัสตร์


เขียนโดย : Omsin Vitoonphong............๑๓.๐๓.๒๕๕๔
(ขอบคุณภาพประกอบจาก internet)
.

"ถ้าใจมีพระธรรม"
ถ้าทำได้ อย่างนี้ มันก็ดีแน่

วันศุกร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2554

@ อนัตตา


พ่อแม่เรา เฝ้ารัก ประจักษ์จิต

เนรมิต คิดวาง ทุกอย่างให้

แล้วตอบแทน แสนดี อย่างนี้ไง

รู้บ้างไหม ใครมา น้ำตาริน


เจ้า ต้องการ สิ่งใด ก็ไม่ขัด

สารพัด จัดหา เอามาสิ้น

เจ็บ รักษา หิวมา หาให้กิน

ไม่ เคยผิน หน้าหนี ทุกวี่วัน


ให้เจ้าเรียน เขียนรู้่ ให้ครูสอน

เจ้า ใจร้อน ไม่เรียน เพี้ยนไปนั่น

ไปจับคู่ สู่สม อารมณ์พลัน

พอเลิกกัน หวั่นจิต คิดไม่เป็น


แก้ปัญหา ยาพิษ ชิวิตดับ

เจ้าลาลับ มีใคร สนใจเห็น

พ่อแม่เจ้า เลือดตา แทบกระเด็น

ตาย ทั้งเป็น เห็นไหม ใครรักจริง


ที่วัดเขา ชายนา กายาเจ้า

เพื่อให้ เรา เห็นร่าง แล้ววางทิ้ง

ใช่ของเรา เอาไป ไม่ได้จริง

ทำจิตนิ่ง เห็นทุกสิ่ง อนัตตา

เขียนโดย : Omsin Vitoonphong

(ตั้งชื่อ)
เพราะลุ่มหลง เมามัว สิ่งยั่วยวน

จิต เรรวน กระวน กระวายหา

เห็นข้าวของ สวยงาม ดูเพลินตา

ปรารถนา ชื่นชม เป็นเจ้าของ


อีกทั้งยัง ใฝ่ฝัน ในทางผิด

มัวยึดติด ของนอก มาจับจ้อง

ไม่เคยคิด ผลกลับ ที่ได้ครอง

มามัวหมอง จนเกิด ต้องดับตัว

เขียนโดย : แมงก่ำเบ้อ ฮักในหลวง

อุทิศ

แค่ฆ่าสัตว์ ตัดชิวิต ติดนรก

แต่ นี่ตก นานมาก ลำบากนั้น

ฆ่าตัวเอง เกรงโทษ โลดหลายกัลป์

รับอย่างนั้น พลันเกิด ไม่เลิศเลอ

มาเป็นสัตว์ เดรัจฉาน อีกนานภพ

ที่ ประสบ พบนาน ด้วยท่านเผลอ

โทษหนักกว่า ฆ่าสัตว์อื่น ยื่นให้เธอ

จะได้ เจอ เสมอ จากเธอทำ


ถ้าพูดไป ในจิต ชีวิตหนึ่ง

เกิดมาถึง ดึงดื่อ คือความช้ำ

เป็นอย่างนี้ ที่เห็น ด้วยเป็นกรรม

เคยถลำ ยำชีวิต มันติดมา


หันหาธรรม นำใจ ให้เลิกคิด

ด้วยมันติด ชีวิต ที่เคยฆ่า

มัน ฝังจำ นำเกิด ด้วยสัญญา

ต้องรักษา หาพระธรรม เพื่อนำไป


ขอกุศล ผลบุญ ที่หนุนสร้าง

ไปนำทาง วางจิต อุทิศให้่

ขอพระธรรม ล้ำเลิศ ให้เปิดใจ

เมื่อเกิดใหม่ ได้ดี กว่านี้เทอญ


Omsin Vitoonphong......๐๘.๐๓.๕๔
(ขอบคุณภาพจาก internet)

วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2554

@ ธรรมะกับ...ชีวิตคน


กาลเวลา เปลี่ยนแปลง โลกวุ่นวาย
น่าละอาย มากมาย มิอยากเอ่ย
ความล้มเลว จิตต่ำ ได้ละเลย
ทำเมินเชย ยั้งคิด เห็นแก่ตัว

ความเป็นคน ลดน้อย ปัญญาเสื่อม
คอยลบเหลี่ยม หาเรื่อง มิเคยกลัว
บาปกรรมเวร ไม่รับ ยอมเมามัว
เที่ยวเล่นมั่ว ใช้ชีวิต ไร้จุดหมาย

น่าสงสาร เกิดมา หาแต่เรื่อง
ทำขุ่นเคือง คนเขา ทั้งเช้าสาย
คิดทำลาย บั่นทอน มิรู้คลาย
อยากให้หาย ไปจาก สังคมไทย

หากโลกนี้ มนุษย์ มีความคิด
ไม่จริต คิดดี มิเหลวไหล
คอยใจใส่ นึกรัก ความเป็นไทย
ไม่หวั่นไหว สิ่งเร้า ที่ยั่วยวน

กลับมาเถอะ หันมา ทำประโยชน์
ลดความโลภ ในตัว มิเรรวน
จิตตั้งมั่น ทำดี ขอเชิญชวน
สิ่งไหนควร กระทำ ร่วมช่วยกัน

พึงให้นำ ธรรมะ เข้าน้อมนำ
ควรกระทำ สิ่งดี อย่าเปลี่ยนผัน
ฝังรากลึก ลงจิต ทั่วโลกกัน
ให้โจษจัน ได้เห็น ความร่มเย็น

เขียนโดย : แมงก่ำเบ้อ............// ๒๒-๐๓-๕๔

@ ชาวนากับงูเห่า



จะสาธก ยกนิทาน ที่ท่านขอ

บอกกันต่อ พอว่า อุทาหรณ์

แล้วให้เล่า เอาพจน์ เป็นบทกลอน

เจอลูกอ้อน อ่อนใจ จัดให้เลย


ชายคนหนึ่ง ซึ่งมา ที่นาข้าว

งูเห่ายาว หนาวทั่ว ตัวนิ่งเฉย

เดินผ่านทาง อย่างนี้ เหมือนที่เคย

ชาวนาเอ่ย เฮ้ยเจ้า มาเฝ้าใคร


งูบอกว่า หากิน ที่ถิ่นเก่า

รับจ้างเขา เช่ารู ดูไม่ได้

จะขายพิษ มิตรงู ก็อยู่ไกล

เลื่อยไม่ไหว กายหนาว อดข้าวเย็น


ชายสงสาร งานนี้ เห็นทีเศร้า

ฟังงูเห่า เจ้าว่า น้ำตาเห็น

ช่วยทันที อย่างที่ ควรจะเป็น

หวังบำเพ็ญ ประโยชน์ ช่วยโปรดงู


อาหารป้อน จับนอน ในอกเสื้อ

ด้วยอยากเผื่อ ไออุ่น หนุนให้สู้

แต่ช่วยใคร ทำไม ไม่ยักดู

ผลคืองู ใจสัตว์ กัดชาวนา


หวังให้ตาย อายที่ มีคนช่วย

งูไปป่วย หนาวตาย อยู่ข้างหน้า

กัดเต็มเหนี่ยว นั้นคือ ผ้าขาวม้า

รู้ไหมว่า ชาวนา ไม่ลาตาย


คุณธรรม กรรมดี ที่รักษา

กรุณา มุทิตา ค่ามากหลาย

ความเมตตา ดังเกราะทอง คุ้มครองกาย

ผลสุดท้าย คนชั่ว ต้องมั่วกรรม


จะช่วยใคร จำไว้ ให้ดูก่อน

อาจจะย้อน กลับมา พาให้ช้ำ

แต่เชื่อเถอะ ความดี ที่กระทำ

จะช่วยนำ ความสุข ความเจริญ


Omsin Vitoonphong......๐๔.๐๓.๕๔


วันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2554

@ พรหมวิหาร ๔


ทุกค่ำคืน ยืนคอยเสียง เรียกขับขาน

ทั้งวันวาน ผ่านพ้นนับ จับจำความ

รอคอยนาน ผ่านคืนวัน ครั้นรวบรวม

จดคำความ สวมเลห์นัก มักให้รอ


เดินมองดาว ก้าวเท้าเล่น เช่นคืนนี้

ลุกนั่งที มีคุ้นคิด จิตลออ

คะนึงกรุ่น ลุ้นให้พิศ ชิดเสมอ

เดินละเมอ เพ้อพล่ามจน วนวังวน


พรหมวิหาร ธารธรรมะ หลักคำสอน

คิดก่อนนอน ตอนล้มหลับ พับทุกหน

เป็นหลักธรรม จำขึ้นใจ ในบันดล

ทุกผู้คน ขนรับไว้ ใส่ตัวตน


พรหมเมตตา ปรารถนา พามีสุข

ให้พ้นทุกข์ สุขหทัย ไม่สับสน

กรุณา วาจางาม ตามเอ่ยพ้น

ยินดีล้น พ้นทุกข์กรรม ทำแต่ดี


มุทิตา น่ายินดี ที่เพื่อนรับ

มีทั้งศักดิ์ รักเพื่อนพ้อง มองศักดิ์ศรี

รู้ยินดี มีให้เพื่อน เรือนพรหมนี้

สุดท้ายมี ที่ควรจำ ทำอุเบกขา


พรหมทั้งสี่ ที่เอ่ยนี้ มีในตัว

จะดีชั่ว มั่วหรือเลว มิถือสา

จะเก็บไว้ ใกล้ใกล้ตัว ทั่วชายคา

มิร้างลา มารำลึก นึกถึงพรหม

เขียนโดย : แมงก่ำเบ้อ 
(ขอบคุณภาพประกอบจาก internet)

วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2554

@ สัจธรรม

variety.thaiza.com

การเกิด....ของมนุษย์


วิเศษสุด.....พึงควรมี

การแก่.....ก็ใช่ที่

คงต้องมี.....มิอาจเสี่ยง



การเจ็บ.....แลสูญสิ้น

ไม่ต้องดิ้น.....อย่าหลีกเลี่ยง

ความตาย.....มันมาเรียง

ความไม่เที่ยง.....สัจธรรม
 

เขียนโดย : ซอมพอแดง

วันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

@ ไม่ มี วัน ที่ ฟ้า ไม่ เปิด


ไม่ มีวัน ที่ฝน ตกตลอด

ไม่ มีวัน ใจถอด โดยไม่สู้

ไม่ มีวัน ไม่ผัน เปลี่ยนฤดู

ไม่ มีวัน อดสู อยู่ต่อไป


มี ชีวิต เกิดมา ชีวิตหนึ่ง

มี ชีวิต ที่ซึ่ง สุขสดใส

มี ชีวิต ทำผิด คิดพลาดไป

มี ชีวิต เริ่มใหม่ ตลอดกาล


วัน ข้างหน้า รอไว้ ให้สู้ต่อ

วัน ข้างหน้า ไม่ท้อ แม้ขมหวาน

วัน ข้างหน้า ยิ้มสู้ รู้เบิกบาน

วัน ข้างหน้า ขับขาน เสียงดนตรี


ที่ ตรงนี้ ให้ไว้ ใช้ซบอก

ที่ ตรงนี้ ให้พก ความสุขขี

ที่ ตรงนี้ ให้แน่ แต่ความดี

ที่ ตรงนี้ ให้เหลือ เพื่อพักใจ


ฟ้า ไม่เป็น คืนค่ำ ดำตลอด

ฟ้า ไม่ทอด ทิ้งคน อดทนไว้

ฟ้า นั้นอยู่ ดูเรา เศร้าไปใย

ฟ้า ใช่ไหม ที่ยึนยง คงกระพัน


ไม่ ทดท้อ รอปัญหา ต้องกล้าสู้

ไม่ หดหู่ ดูหนทาง สร้างใจมั่น

ไม่ ตัดพ้อ ต่อว่า สารพัน

ไม่ หวาดหวั่น ฝ่าฟัน อย่างมั่นคง


เปิด ใจรับ ความดีไว้ ให้คงอยู่

เปิด ประตู ไล่ความชั่ว อย่ามัวหลง

เปิด ใจกว้าง รู้จักวาง รู้จักปลง

เปิด รับองค์ พระพุทธ วิมุติธรรม
 
 
 
ออมสิน ๒๒.๑๐.๒๕๕๓

วันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

@ มงคลชีวิต ๒

ถ้าท่านทำตัวแข่งกับสังคม

ทางแห่งความล่มจมกำลังตามมา

ถ้าท่านทำงานเห็นแก่หน้า

ท่านจะพบกับปัญหาเรื่อยไป

ถ้าท่านทำตัวเห็นแก่ได้

ท่านอย่าหวังน้ำใจจากเพื่อนฝูง

ถ้าท่านกลัวจนเกินไป

ท่านจะทำอะไรไม่ได้ความ

ถ้าท่านกล้าจนเกินงาม

ท่านจะพบกับความเดือดร้อน

ถ้าท่านขาดความพอดี

ท่านจะเป็นหนี้เขาตลาดกาล

ถ้าท่านหวังแต่ความสนุก

ท่านจะเป็นทุกข์มหาศาล

ถ้าท่านขาดความยั้งคิด

ชีวิตทั้งชีวิตจะหมดความหมาย

ถ้าท่านทำใจให้สงบ

ท่านจะพบกับความสุขที่เยือกเย็น



ที่มา : หนังสืออิ่มจิต
รัตนาวลี ลิปิกร.......230254..09.54 น.

คลังรูปภาพ

ตัวละครในวรรณคดี

ตัวละครในวรรณคดี
คลิกๆ ค้นหาได้นะคะ

อาหารไทย

อาหารไทย
รูปภาพอาหารไทยๆ มีให้เลือกที่หลากหลาย คลิกๆ เข้าดูเลยนะคะ

วันใสๆวัยร่าเริง

วันใสๆวัยร่าเริง
ความสดใสและความอ่อนไหวในของอารมณ์